ตลาดโลกอาบูดาบีแตะที่การเริ่มต้น regtech เพื่อให้ใบอนุญาตอัตโนมัติ

การเริ่มต้นของ Regtech Nexus FrontierTech ได้ร่วมมือกับอาบูดาบีโกลบอลมาร์เก็ตส์ (ADGM) เพื่อนำร่องระบบที่ใช้ AI เพื่อให้กระบวนการสมัครใบอนุญาตอัตโนมัติสำหรับผู้จัดการกองทุน VC เข้าสู่เอมิเรต

หน่วยงานกำกับดูแลด้านบริการทางการเงินของ Nexus และ ADGM (FSRA) ได้สร้าง“ RegBot” ซึ่งใช้การประมวลผลภาษาธรรมชาติและการเรียนรู้ของเครื่องเพื่อระบุและชี้แจงข้อมูลและช่องว่างความเสี่ยงในใบสมัครได้ทันที

แบบฟอร์มใบสมัครเสร็จสมบูรณ์โดยอัตโนมัติสำหรับผู้สมัคร ในเวลาเดียวกันรายงานการประเมินผลจะถูกสร้างขึ้นเพื่อการตรวจสอบโดย FSRA

Nexus กล่าวว่าบ็อตควรช่วยเพิ่มประสิทธิภาพทางธุรกิจสำหรับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมดและลดเวลาตอบสนองขณะเดียวกันก็มั่นใจในการปฏิบัติตามกฎและข้อบังคับของ FSRA

“ เมื่อเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงวิธีการให้บริการที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเรายินดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางของ ADGM เพื่อกระตุ้นนวัตกรรมและผลิตภาพในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และภูมิภาค” ผู้อำนวยการประจำภูมิภาคของ Nexus Derrick Liao กล่าว

ประกันภัยรถยนต์มีกี่ประเภท?

ในยุคนี้ใครก็อยากมีรถยนต์ ไม่ว่าจะเป็นการตามกระแส หรือความจำเป็นในการใช้งานก็แล้วแต่ แต่ทุกๆ คนที่มีรถย่อมจะต้องรู้จักกับคำว่ามือใหม่หัดขับกันทั้งนั้น เพราะหากไม่ผ่านมือใหม่ก็คงเป็นมือเก่าไม่ได้ ซึ่งวันนี้”มาสิ”ก็นำเรื่องที่มือใหม่หัดขับทั้งหลายชอบสงสัยกัน นั้นก็คือ มือใหม่หัดขับควร ซื้อประกันภัยรถยนต์แบบไหนดี? เพื่อที่มือใหม่ทั้งหลายจะได้เข้าใจในเรื่องประกันภัยกัน ว่าแล้วก็ไปดูกันเลย
มือใหม่หัดขับ ซื้อประกัน แบบไหนดี?

ประกันภัยรถยนต์มีกี่ประเภท?

หลังจากรู้แล้วว่ารถเราเป็นรถใหม่หรือรถเก่า ก็มาถึงขั้นต่อไปที่ต้องรู้ประเภทของประกันภัยรถยนต์ ว่ามีกี่ประเภท โดยประกันภัยรถยนต์แบ่งๆ ได้ 2 หมวดดังนี้
1. ประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับ หรือ พ.ร.บ.

ประกันภัยที่กฏหมายบังคับให้ทำ ถ้าไม่ทำถือว่าผิดกฏหมายและไม่สามารถเสียภาษรถประจำปีได้อีกด้วย

ประกันภัยส่วนนี้จะคุ้มครองในส่วนค่ารักษาพยาบาลของ “คน” แต่จะไม่คุ้มครองในส่วนของค่าซ่อมแซมรถ
2. ประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ

คือประกันภัยที่เราสมัครใจทำเอง กฏหมายไม่บังคับ ไม่ทำก็ไม่ผิดกฏหมาย หากทำไว้กรณีเกิดอุบัติเหตุก็จะคุ้มครองทั้งรถและคน ตามเงื่อนไขกรมธรรม์ที่เราทำ

ส่วนประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจมีอยู่ 5 ประเภท โดยแต่ละประเภทก็จะมีความคุ้มครองที่แตกต่างกันออกไป ตามรายละเอียดด้านล่างนี้

ประเภท 1 (ประกันภัยรถยนต์ชั้น 1) (รถต้องมีอายุไม่เกิน 7 ปี)

ให้ความคุ้มครองครอบคลุมทุกกรณี ทั้งการชนแบบมีและไม่มีคู่กรณี, ค่าความเสียหายของคู่กรณี, รถหาย/ถูกโจรกรรม, ภัยธรรมชาติ/น้ำท่วม หรือแม้แต่กระจกแตก

ประเภท 2+ (ประกันภัยรถยนต์ชั้น 2+)

ให้ความคุ้มครองรถยนต์ในกรณีการชนที่มีคู่กรณีเป็นรถหรือเรียกว่า “รถชนรถ” เท่านั้น , ค่าความเสียหายของคู่กรณี, รถหาย/ถูกโจรกรรม และภัยธรรมชาติ/น้ำท่วม

ประเภท 3+ (ประกันภัยรถยนต์ชั้น 3+)

ให้ความคุ้มครองรถยนต์ในกรณีการชนที่มีคู่กรณีเป็นรถยนต์หรือเรียกว่า “รถชนรถ” เท่านั้น , ค่าความเสียหายของคู่กรณี

ประเภท 2 (ประกันภัยรถยนต์ชั้น 2)

ให้ความคุ้มครองรับผิดชอบค่าความเสียหายของคู่กรณี และรถหาย/ถูกโจรกรรม

ประเภท 3 (ประกันภัยรถยนต์ชั้น 3)

ให้ความคุ้มครองรับผิดชอบค่าความเสียหายของคู่กรณีเท่านั้น
รถของมือใหม่หัดขับควรมีประกันคุ้มครองความเสียหายอะไรบ้าง?

ประกันภัยภาคบังคับ หรือ พ.ร.บ.
ตามกฏหมายบังคับให้มีเพื่อไว้คุ้มครองผู้บาดเจ็บในกรณีเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์
ประกันภัยภาคสมัครใจ หรือประกันที่เราสมัครใจซื้อเอง
ประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 แนะนำสำหรับรถใหม่ เพราะคุ้มครองทุกกรณี (กรณีรถอายุไม่เกิน 7 ปี หากเกินกว่านี้ให้ไปซื้อประกันชั้น 2+ แทน)
ประกันภัยรถยนต์ชั้น 2+ แนะนำสำหรับรถเก่า เพราะคุ้มครองเกือบทุกกรณี ใกล้เคียงประกันชั้น 1

หากเราเป็นมือใหม่หัดขับก็ทำประกันไว้เถอะครับ มีไว้ดีกว่าไม่มีเพราะเวลาเกิดเหตุขึ้นมาทีจะได้ไม่ต้องมานั่งเสียใจทีหลัง เข้าข่าย “เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย” นั้นเอง มือใหม่อย่างไรก็ต้องมีบทเรียนการชนครับ เพราะด้วยความที่การขับรถให้เก่งและปลอดภัยก็ต้องอาศัยประสบการณ์พอสมควร

เพื่อดูแลสุขภาพหรือเพื่อลดน้ำหนัก “ลู่วิ่งไฟฟ้า” จัดว่าเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม

ลู่วิ่งไฟฟ้า หรือ เครื่องวิ่งไฟฟ้า เป็นเครื่องออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอที่ผู้ใช้งานส่วนใหญ่เลือกใช้ออกกำลังกายเป็นอันดับต้น เนื่องจากสามารถใช้งานได้ง่าย เหมาะสำหรับผู้ใช้งานทั่วไป หรือนักวิ่งมือใหม่ไปจนถึงนักวิ่งมืออาชีพ เป็นเครื่องออกกำลังกายที่ตอบโจทย์การใช้งานได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการเดิน การเดินเร็ว หรือการวิ่ง ที่สามารถปรับเปลี่ยนระดับความเร็วได้ตามความต้องการ หากคุณกำลังมองหาเครื่องออกกำลังกายเพื่อดูแลสุขภาพหรือเพื่อลดน้ำหนัก “ลู่วิ่งไฟฟ้า” จัดว่าเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมมากที่สุด

ในปัจจุบันมีลู่วิ่งไฟฟ้าคุณภาพจากหลากหลายแบรนด์ชั้นนำวางจำหน่ายให้เลือกสรรมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ลู่วิ่งไฟฟ้า horizon, johnson, sole, tv direct, tempo, 360 องศาฟิตเนส ฯลฯ โดยแต่ละยี่ห้อก็มีความโดดเด่นเรื่องของฟังก์ชันการใช้งานที่แตกต่างกัน ดังนั้นการเลือกลู่วิ่งไฟฟ้าให้เหมาะสมและคุ้มค่ากับการใช้งานมากที่สุด จำเป็นต้องพิจารณาจากพฤติกรรมและลักษณะการใช้งานของผู้ใช้เป็นหลัก

การเลือกลู่วิ่งไฟฟ้า
การเลือกลู่วิ่งไฟฟ้าสำหรับใช้งานภายในบ้าน เป็นอีกทางเลือกสำหรับคนที่ชื่นชอบการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ การมีลู่วิ่งไฟฟ้าไว้สำหรับออกกำลังกายภายในบ้าน สามารถช่วยประหยัดเวลาในการเดินทาง หลีกเลี่ยงสภาพอากาศหรือสภาพการจารจรในการเดินทางไปฟิตเนส และสามารถออกกำลังกายเมื่อไหร่ก็ได้ตามความต้องการ โดยเทคนิคในการเลือกลู่วิ่งไฟฟ้าให้เหมาะสมกับการใช้งานมีดังต่อไปนี้ …

ยี่ห้อและตัวแทนจำหน่าย
ยี่ห้อและตัวแทนจำหน่าย เป็นสิ่งแรกที่ควรพิจารณาในการเลือกลู่วิ่งไฟฟ้า คือ เรื่องของยี่ห้อและตัวแทนจำหน่าย ซึ่งคุณอาจจะซื้อจากบริษัทผู้ผลิตโดยตรง หรือ อาจจะซื้อจากตัวแทนจำหน่ายที่มีชื่อเสียงที่คุณสามารถมั่นใจได้ว่าหากเราเลือกซื้อลู่วิ่งไฟฟ้ามาใช้งานแล้ว จะมีบริการหลังการขายดูแล คอยซัพพอร์ทเรื่องของการใช้งาน รวมถึงการส่งเครื่องซ่อมแซมแก้ไขปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว โดยทั่วไปแล้วลู่วิ่งไฟฟ้าจะมีการรับประกันคุณภาพอยู่ที่ประมาณ 5 ปี (ควรอ่านรายละเอียดเรื่องการรับประกันหรือสอบถามพนักงานเกี่ยวกับการรับประกันก่อนตัดสินใจเลือกซื้อ)

กำลังมอเตอร์และความเร็วลู่วิ่งไฟฟ้า
กำลังมอเตอร์เป็นอีกสิ่งที่ต้องพิจารณาประกอบในการเลือกซื้อ โดยกำลังมอเตอร์มาตราฐานของลู่วิ่งไฟฟ้าจะอยู่ที่ 2.5 แรงม้าขึ้นไป ความเร็วเน้นไปที่ 0.8 – 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป แต่การจะเลือกกำลังมอเตอร์สูงหรือต่ำนั้นขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งาน หากใช้ลู่วิ่งไฟฟ้าเพื่อการเดินหรือเดินเร็ว เลือกลู่วิ่งไฟฟ้าที่มีมอเตอร์ขนาด 1.5 แรงม้าก็เพียงพอต่อการใช้งาน แต่หากเน้นเรื่องของการวิ่งแนะนำให้เลือกลู่วิ่งไฟฟ้าที่มีขนาดมอเตอร์แรงกว่า 2.5 แรงม้าขึ้นไป
ลู่วิ่งไฟฟ้าสามารถปรับระดับความเร็วได้ตามความต้องการ ในกรณีคนที่ต้องการใช้ลู่วิ่งไฟฟ้าสำหรับการเดินออกกำลังกาย อาจจะเลือกลู่วิ่งไฟฟ้าที่สามารถปรับระดับความเร็วได้สูงสุด 16 กม./ชม. ซึ่งเป็นระดับความเร็วที่มากกว่าการเดินปกติของเราเล็กน้อย แต่สำหรับคนที่ต้องการออกกำลังกายด้วยการวิ่งอย่างจริงจัง ให้เลือกลู่วิ่งไฟฟ้าที่มีขนาดใหญ่และสามารถปรับระดับความเร็วได้สูงสุด 20 กม./ชม. จึงจะเหมาะสมต่อการใช้งาน

ขนาดสายพานลู่วิ่งไฟฟ้า
ขนาดสายพานของลู่วิ่งไฟฟ้า จะต้องพิจารณากันที่ขนาดร่างกายของผู้ใช้ร่วมกับรูปแบบการใช้งาน โดยลู่วิ่งไฟฟ้าขนาดมาตราฐานสายพานจะมีความกว้างอยู่ที่ 50 เซนติเมตร ความยาว 145 – 150 เซนติเมตร และความหนาจะต้องไม่น้อยกว่า 2 มิลลิเมตร ในส่วนของน้ำหนักสูงสุดควรรับได้มากกว่า 120 กิโลกรัมขึ้นไป แต่หากเน้นการเดินเป็นหลักก็สามารถเลือกลู่วิ่งไฟฟ้าที่มีขนาดเล็กลงมาเพื่อประหยัดงบประมาณ ขนาดความกว้างของสายพานสัก 45 เซนติเมตร ยาวสัก 140 เซนติเมตร และความหนาประมาณ 1.6 มิลลิเมตรก็เพียงพอ

โปรแกรมวิ่งอัตโนมัติ
ลู่วิ่งไฟฟ้ารุ่นใหม่ๆ มาพร้อมกับฟังก์ชันอำนวยความสะดวกในการตั้งค่าการวิ่งออกกำลังกายได้ด้วยตัวเอง หรือเลือกเป็นโปรแกรมการออกกำลังกายแบบอัตโนมัติ ที่มีการปรับระดับความเร็วและความชันได้อย่างเหมาะสมกับสไตล์การออกกำลังกายของผู้ใช้งาน โดยระดับความชันเป็นฟังก์ชันเพิ่มระดับความยากในการวิ่ง ดังนั้นหากต้องการใช้งานลู่วิ่งฟฟ้าแบบ Advance แนะนำให้เลือกลู่วิ่งไฟฟ้าที่สามารถปรับระดับความชั้นได้สูงกว่า 10% ขึ้นไปจึงจะเหมาะสม สิ่งสำคัญในการเลือกลู่วิ่งไฟฟ้าที่ไม่ควรมองข้าม คือ เรื่องของความปลอดภัยในการใช้งาน ลู่วิ่งไฟฟ้ามาตราฐานทุกเครื่องจะต้องมีนะบบรักษาความปลอดภัย เพื่อใช้หยุดการทำงานหากเกิดอุบัติเหตุ เช่น วิ่งแล้วเสียจังหวะล้ม ระบบจะต้องตัดการทำงานทันที
นอกจากนี้จะต้องมีระบบรองรับแรงกระแทก เพื่อลดอาการบาดเจ็บตามข้อเข่าข้อเท้าอีกด้วย นอกจากนี้บนหน้าจอแสดงผลจะต้องแสดงค่าต่างๆอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็น ค่าเฉลี่ยหรือคำแนะนำในการออกกำลังกาย อาทิ ระยะการวิ่ง เวลาในการวิ่ง ปริมาณแคลอรี่ อัตราการเต้นของหัวใจ ความชัน ในบางรุ่นสามารถคำนวณค่า BMI และปรับระดับการออกกำลังกายให้เหมาะสมกับตัวผู้ใช้งานได้อีกด้วย